CSO ชายแดนใต้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับตัวแทนธนาคารโลก
เลขา เกลี้ยงเกลา
อ.ประสิทธิ์
เมฆสุวรรณ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้
บอกกล่าวถึงกิจกรรมที่สภาฯ
เคลื่อนไหวเรียกร้องฝ่ายรัฐและคนในพื้นที่ได้คิดว่ามีหนทางต่อสู้อื่นอีกหรือไม่ที่ไม่ใช้ความรุนแรงโดยเฉพาะการใช้อาวุธกับคนบริสุทธิ์ ประชาชนทั่วไป คนแก่ ผู้หญิงและเด็ก
“อย่าให้คนบริสุทธิ์ตกเป็นเครื่องมือใครหรือถูกฆ่าโดยไม่รู้ตัว
เมื่อก่อนตายเพียงคนเดียวก็จะมีข่าวไปทั่ว แต่เดี๋ยวนี้ตายเป็นยี่สิบคนก็เฉยๆ ต้องพูดถึงประโยชน์ของสังคมส่วนรวมที่มีสิทธิในความเท่าเทียมกันในทุกเรื่อง
เป็นประเด็นที่ภาคประชาสังคมต้องนำก่อน ต้องทำเพื่อมนุษย์
อย่าให้ใครรู้สึกเป็นส่วนเกิน สมัยรัฐบาลรัฐประหารได้รับผลกระทบแต่ยังสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้บ้าง
การทำงานเพื่อสันติภาพในพื้นที่ยังทำได้อยู่
โดยต้องให้ข้างล่างเป็นผู้ชี้ประเด็นและร่วมกันทำทุกฝ่าย”
“ภาคประชาสังคมต้องประเมินสถานการณ์จากความเป็นจริง
ไม่ใช่จากแหล่งข่าวอย่างเดียว ต้องคุยกันว่าจะเดินต่ออย่างไร กลับมาสู่การทบทวน
ภาวะถูกเปลี่ยน จะมีพื้นที่ปลอดภัย ต้องกล้าทำงานกับคนที่เห็นต่างมากขึ้ ค่อยๆขยายและสร้างเวที
กล้าคุยข้ามกลุ่มมากขึ้นซึ่งสองปีที่ผ่านการพูดคุยสันติภาพมีพัฒนาการที่น่าสนใจ
สภาประชาสังคมฯ ควรมีรายงานและข้อเสนอเป็นยุทธศาสตร์
สำคัญคือต้องคุยกันเองมากขึ้นโดยสลับพื้นที่กัน “ เป็นสิ่งที่ มูฮัมหมัดอายุป
ปาทาน จากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ฝากไว้
ด้านตัวแทนธนาคารโลกอย่าง
MuslahuddinDavd
Social Development Specialist ประเทศอินโดนีเซี เล่าถึงประสบการณ์ของอาเจะห์ที่ลำบากกว่าชายแดนใต้
ด้วยการปฏิบัติการทางทหารมาสิบกว่าปีมีภาคประชาสังคมเข้าไปทำงานน้อยมากเพราะประธานาธิบดีซูฮาร์โตไม่ยอม
“ในสถานการณ์ที่อาเจะห์คุณจะได้รับเพียงกาแฟแก้วเดียว
ไม่มีเสรีภาพใดๆ ในการแสดงออกทั้งสิ้น ไม่สามารถทำอะไรไม่ได้เลย แต่ในปีค.ศ.1997
มีภาคประชาสังคมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เอ็นจีโอระดับชาติหนุนเรื่องสิทธิมนุษยชนผู้หญิง การสื่อสาร
ถ้าไม่มีเราคงทำอะไรไม่ได้ เรามาจากหลายกลุ่ม ผมต้องดูแล 140 องค์กรให้เข้มแข็ง มีระบบการเฝ้าติดตามสถานการณ์ มีสถาบันวิจัย
ซึ่งทุกอย่างไม่ได้ง่ายเพราะมีเป้าหมาย ทิศทาง การดำเนินงานที่ต่างกันแต่กระบวนการสันติภาพทำให้มารวมตัวกัน”
Muslahuddin
บอกว่าประชาชนชายแดนใต้ต้องระบุให้ได้ว่า สันติภาพของทุกคนคืออะไร
“คือการกระจายอำนาจ
หรือการแสดงออก หรือความเจริญมั่งคั่งของประชาชาชนในท้องถิ่น
ความหมายแต่ละอย่างมียุทธศาสตร์ หากมีหัวใจเป็นธรรมในการหาสันติภาพหรือการอยู่ร่วมกัน
ทำงานร่วมกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกอย่างต้องเข้าใจร่วมกัน
มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน ทุกอย่างคือส่วนหนึ่งของกระบวนการสันติภาพ
ไม่มีสูตรสำเร็จไม่ว่าที่ใดในโลก การปรับเปลี่ยนกับบริบทเป็นสิ่งสำคัญ
บทบาทของการสร้างสันติภาพต้องให้ภาคประชาสังคมทุกฝ่ายยอมรับเพราะเป็นประโยชน์ยาวนาน”
“คุณรู้ปัญหาของคุณมากกว่าผม
ต้องหาสูตรของที่นี่ ผมไม่มีสูตรสำเร็จ เป็นสิ่งที่ที่นี่ยังหาไม่เจอเพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมาย
สิ่งหนึ่งที่บอกได้คือกระบวนการสันติภาพต้องดำเนินต่อไป”
Roberto
B. Todecilla Social Development Specialist จากประเทศฟิลิปปินส์ให้ความเห็นว่า การพูดคุยแบบนี้เป็นเรื่องปกติของภาคประชาสังคมที่ต้องมีการตัดสินใจหลากหลาย
สะท้อนเรื่องการพูดคุยเรื่องอัตลักษณ์เป็นสำคัญ
“ปัญหาของที่นี่และมินดาเนาเหมือนกันในเรื่องของอัตลักษณ์
รัฐบาลไม่ยอมให้มีการทำในเรื่องนี้ ความรุนแรงไม่เคยหยุด เชื่อในพลังของการเจรจา
ปัจจัยหลักที่มินดาเนาคือการหยุดยิงในปี 2001 ความรุนแรงลดลงร้อยละ
80-90 ทุกขั้นตอนของสันติภาพนำไปสู่การตัดสินใจ การยอมรับอัตลักษณ์ของมุสลิม
ให้มีอำนาจปกครองดูแลตนเองมากขึ้น ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทุกฝ่ายต้องคำนึงถึงสวัสดิการของกลุ่มอื่นด้วย
และเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม”
เขากล่าวว่า
บทบาทของภาคประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพอย่างเป็นทางการคือ มีตัวแทนในการเจรจาต่อรองหรือเฝ้าติดตาม
ส่วนไม่เป็นทางการคือ เป็นเครือข่ายที่มีตัวแทนที่ทุกฝ่ายยอมรับ
กลุ่มนี้จะดึงทุกฝ่ายเข้ามาสู่โต๊ะเจรจา เป็นตัวแทนภาคประชาสังคมของฟิลิปปินส์ที่ทุกฝ่ายเชื่อฟังความคิดเห็น
ปัจจุบันกลุ่มนี้ทำงานกันอย่างสามัคคี มีวาระเดียวร่วมกันคือ สันติภาพ
ทุกคนไม่ได้ใช้อาวุธ ใช้การเจรจากัน สิ่งสำคัญที่สุดคือการดึงประชาชนในมินดาเนามาร่วมมือกัน
ต้องเป็นนักสังเกตการณ์ที่เป็นกลาง มีประวัติการทำงานเป็นที่ยอมรับ
การมีวาระร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญของกลุ่มที่เข้ามาเจราจา
“องค์ประกอบของภาคประชาสังคมที่เป็นกลาง
ตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ผลักดันวาระต่างๆ
เมื่อเวลาผ่านไปต้องเตรียมพร้อมในการถูกทดสอบจากทั้งสองฝ่าย
ทางฝ่ายใช้ความรุนแรงอาจมองว่ามาจากฝ่ายตรงกันข้าม
ภาคประชาสังคมจึงต้องเข้าร่วมทั้งสองฝ่าย
เกิดความสมดุลย์กันไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัวว่าถือข้างฝ่ายไหน ทั้งสองฝ่ายคือสิ่งสำคัญ
ภาคประชาสังคมชายแดนใต้ต้องจับเข่าคุยกันเพื่อให้เกิดสันติภาพให้ได้”
ปิดท้ายด้วยMelina
PetrovaStetanova Opeation officer วอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา
“จากรายงานการพัฒนาของโลกในการลดความขัดแย้ง
ข้อเสนอแนะหนึ่งคือ ในฐานะแหล่งทุนสนใจในการพัฒนาศักยภาพ สร้างความเข้าใจระหว่างรัฐและประชาชน
จัดการสานเสวนาระหว่างกัน เกิดพันธมิตรกับหลายฝ่าย
สร้างพลังให้ชุมนอย่างมีส่วนร่วม บอกถึงความต้องการของชุมชน
ทำงานกับรัฐบาลว่าต้องยอมรับเสียงชุมชน มีนโยบายที่สะท้อนความต้องการของประชาชน
ในกระบวนการสันติภาพเป็นระยะเวลาของการเปลี่ยนผ่าน
ธนาคารโลกให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ ข้อมูล
ความรู้ที่ต้องใช้ในการไปเจรจากันเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ
เมื่อมีความไว้ในใจกันก็สามารถสนับสนับสนุนได้ในเรื่องความยุติธรรมในระบบเปลี่ยนผ่าน
แก้ไขปัญหาความคับแค้นใจ ฟื้นฟู สร้างรายได้ อาชีพ ให้มั่นใจว่าคนที่เปราะบางไม่กลับไปสู่ความขัดแย้งอีก”
ด้านข้อเสนอแนะที่ภาคประชาสังคมมีต่อธนาคารโลกในหลายประเด็น
อาทิ ควรสนับสนุนงานวิชาการ ความรู้ ที่ต้องมองไปข้างหน้า, มีเวทีต่างๆ
และข้อเสนอมากขึ้น หนุนเสริมกิจกรรมโครงการของภาคประชาสังคมในพื้นที่ให้ทำงานทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่มากขึ้น
ขยายทำงานกับภาครัฐมากขึ้นเพราะอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ภาครัฐโดยเฉพาะกับทหารที่มีหัวก้าวหน้า
เน้นทักษะความรู้ในงานสื่อสารสาธารณะ เปิดโอกาสและปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มด้อยโอกาส
คนเห็นต่าง เยาวชน ผู้หญิง ผู้นำศาสนาที่มีอิทธิพลทางความคิดกับคนในพื้นที่มากขึ้นให้ภาคประชาสังคมเข้มแข็งต่อการสร้างสันติภาพ
ต้องให้มีความรู้หรือให้รับรู้ถึงเจตจำนงที่มีเหตุและผล
ความรู้ควรคู่กับพื้นที่ทางการเมืองของชุมชนที่ต้องเปิดรับ
งานความรู้ต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและเปิดพื้นที่สนับสนุนเรื่องการเยียวยาด้วยงานปกป้องสิทธิมนุษยชน
การเรียกร้องความเป็นธรรม การสื่อสารสาธารณะ
ในระดับชุมชนเป็นตัวช่วยให้ชุมชนที่ถูกละเมิดสิทธิ์สามารถป้องกันความรู้สึกที่ได้รับความเป็นธรรมเพื่อรักษาพื้นที่ทางการเมืองเดิมได้
เป็นต้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น