Night Diamond - Link Select 2

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558

ต่อ....

CSO ชายแดนใต้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับตัวแทนธนาคารโลก

เลขา เกลี้ยงเกลา

อ.ประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ บอกกล่าวถึงกิจกรรมที่สภาฯ เคลื่อนไหวเรียกร้องฝ่ายรัฐและคนในพื้นที่ได้คิดว่ามีหนทางต่อสู้อื่นอีกหรือไม่ที่ไม่ใช้ความรุนแรงโดยเฉพาะการใช้อาวุธกับคนบริสุทธิ์ ประชาชนทั่วไป คนแก่ ผู้หญิงและเด็ก

“อย่าให้คนบริสุทธิ์ตกเป็นเครื่องมือใครหรือถูกฆ่าโดยไม่รู้ตัว เมื่อก่อนตายเพียงคนเดียวก็จะมีข่าวไปทั่ว แต่เดี๋ยวนี้ตายเป็นยี่สิบคนก็เฉยๆ ต้องพูดถึงประโยชน์ของสังคมส่วนรวมที่มีสิทธิในความเท่าเทียมกันในทุกเรื่อง เป็นประเด็นที่ภาคประชาสังคมต้องนำก่อน ต้องทำเพื่อมนุษย์ อย่าให้ใครรู้สึกเป็นส่วนเกิน สมัยรัฐบาลรัฐประหารได้รับผลกระทบแต่ยังสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้บ้าง การทำงานเพื่อสันติภาพในพื้นที่ยังทำได้อยู่ โดยต้องให้ข้างล่างเป็นผู้ชี้ประเด็นและร่วมกันทำทุกฝ่าย”



ภาคประชาสังคมต้องประเมินสถานการณ์จากความเป็นจริง ไม่ใช่จากแหล่งข่าวอย่างเดียว ต้องคุยกันว่าจะเดินต่ออย่างไร กลับมาสู่การทบทวน ภาวะถูกเปลี่ยน จะมีพื้นที่ปลอดภัย ต้องกล้าทำงานกับคนที่เห็นต่างมากขึ้ ค่อยๆขยายและสร้างเวที กล้าคุยข้ามกลุ่มมากขึ้นซึ่งสองปีที่ผ่านการพูดคุยสันติภาพมีพัฒนาการที่น่าสนใจ สภาประชาสังคมฯ ควรมีรายงานและข้อเสนอเป็นยุทธศาสตร์ สำคัญคือต้องคุยกันเองมากขึ้นโดยสลับพื้นที่กัน “ เป็นสิ่งที่ มูฮัมหมัดอายุป ปาทาน จากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ฝากไว้



ด้านตัวแทนธนาคารโลกอย่าง MuslahuddinDavd Social Development Specialist ประเทศอินโดนีเซี เล่าถึงประสบการณ์ของอาเจะห์ที่ลำบากกว่าชายแดนใต้ ด้วยการปฏิบัติการทางทหารมาสิบกว่าปีมีภาคประชาสังคมเข้าไปทำงานน้อยมากเพราะประธานาธิบดีซูฮาร์โตไม่ยอม
“ในสถานการณ์ที่อาเจะห์คุณจะได้รับเพียงกาแฟแก้วเดียว ไม่มีเสรีภาพใดๆ ในการแสดงออกทั้งสิ้น ไม่สามารถทำอะไรไม่ได้เลย แต่ในปีค.ศ.1997 มีภาคประชาสังคมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เอ็นจีโอระดับชาติหนุนเรื่องสิทธิมนุษยชนผู้หญิง การสื่อสาร ถ้าไม่มีเราคงทำอะไรไม่ได้ เรามาจากหลายกลุ่ม ผมต้องดูแล 140 องค์กรให้เข้มแข็ง มีระบบการเฝ้าติดตามสถานการณ์ มีสถาบันวิจัย ซึ่งทุกอย่างไม่ได้ง่ายเพราะมีเป้าหมาย ทิศทาง การดำเนินงานที่ต่างกันแต่กระบวนการสันติภาพทำให้มารวมตัวกัน”


 Muslahuddin บอกว่าประชาชนชายแดนใต้ต้องระบุให้ได้ว่า สันติภาพของทุกคนคืออะไร
“คือการกระจายอำนาจ หรือการแสดงออก หรือความเจริญมั่งคั่งของประชาชาชนในท้องถิ่น ความหมายแต่ละอย่างมียุทธศาสตร์ หากมีหัวใจเป็นธรรมในการหาสันติภาพหรือการอยู่ร่วมกัน ทำงานร่วมกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกอย่างต้องเข้าใจร่วมกัน มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน ทุกอย่างคือส่วนหนึ่งของกระบวนการสันติภาพ ไม่มีสูตรสำเร็จไม่ว่าที่ใดในโลก การปรับเปลี่ยนกับบริบทเป็นสิ่งสำคัญ บทบาทของการสร้างสันติภาพต้องให้ภาคประชาสังคมทุกฝ่ายยอมรับเพราะเป็นประโยชน์ยาวนาน”
“คุณรู้ปัญหาของคุณมากกว่าผม ต้องหาสูตรของที่นี่ ผมไม่มีสูตรสำเร็จ เป็นสิ่งที่ที่นี่ยังหาไม่เจอเพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมาย สิ่งหนึ่งที่บอกได้คือกระบวนการสันติภาพต้องดำเนินต่อไป”
Roberto B. Todecilla Social Development Specialist จากประเทศฟิลิปปินส์ให้ความเห็นว่า การพูดคุยแบบนี้เป็นเรื่องปกติของภาคประชาสังคมที่ต้องมีการตัดสินใจหลากหลาย สะท้อนเรื่องการพูดคุยเรื่องอัตลักษณ์เป็นสำคัญ
“ปัญหาของที่นี่และมินดาเนาเหมือนกันในเรื่องของอัตลักษณ์ รัฐบาลไม่ยอมให้มีการทำในเรื่องนี้ ความรุนแรงไม่เคยหยุด เชื่อในพลังของการเจรจา ปัจจัยหลักที่มินดาเนาคือการหยุดยิงในปี 2001 ความรุนแรงลดลงร้อยละ 80-90 ทุกขั้นตอนของสันติภาพนำไปสู่การตัดสินใจ การยอมรับอัตลักษณ์ของมุสลิม ให้มีอำนาจปกครองดูแลตนเองมากขึ้น ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทุกฝ่ายต้องคำนึงถึงสวัสดิการของกลุ่มอื่นด้วย และเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม”
เขากล่าวว่า บทบาทของภาคประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพอย่างเป็นทางการคือ มีตัวแทนในการเจรจาต่อรองหรือเฝ้าติดตาม ส่วนไม่เป็นทางการคือ เป็นเครือข่ายที่มีตัวแทนที่ทุกฝ่ายยอมรับ กลุ่มนี้จะดึงทุกฝ่ายเข้ามาสู่โต๊ะเจรจา เป็นตัวแทนภาคประชาสังคมของฟิลิปปินส์ที่ทุกฝ่ายเชื่อฟังความคิดเห็น ปัจจุบันกลุ่มนี้ทำงานกันอย่างสามัคคี มีวาระเดียวร่วมกันคือ สันติภาพ ทุกคนไม่ได้ใช้อาวุธ ใช้การเจรจากัน สิ่งสำคัญที่สุดคือการดึงประชาชนในมินดาเนามาร่วมมือกัน ต้องเป็นนักสังเกตการณ์ที่เป็นกลาง มีประวัติการทำงานเป็นที่ยอมรับ การมีวาระร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญของกลุ่มที่เข้ามาเจราจา
“องค์ประกอบของภาคประชาสังคมที่เป็นกลาง ตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ผลักดันวาระต่างๆ เมื่อเวลาผ่านไปต้องเตรียมพร้อมในการถูกทดสอบจากทั้งสองฝ่าย ทางฝ่ายใช้ความรุนแรงอาจมองว่ามาจากฝ่ายตรงกันข้าม ภาคประชาสังคมจึงต้องเข้าร่วมทั้งสองฝ่าย เกิดความสมดุลย์กันไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัวว่าถือข้างฝ่ายไหน ทั้งสองฝ่ายคือสิ่งสำคัญ ภาคประชาสังคมชายแดนใต้ต้องจับเข่าคุยกันเพื่อให้เกิดสันติภาพให้ได้”
ปิดท้ายด้วยMelina PetrovaStetanova Opeation officer วอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา
“จากรายงานการพัฒนาของโลกในการลดความขัดแย้ง ข้อเสนอแนะหนึ่งคือ ในฐานะแหล่งทุนสนใจในการพัฒนาศักยภาพ สร้างความเข้าใจระหว่างรัฐและประชาชน จัดการสานเสวนาระหว่างกัน เกิดพันธมิตรกับหลายฝ่าย สร้างพลังให้ชุมนอย่างมีส่วนร่วม บอกถึงความต้องการของชุมชน ทำงานกับรัฐบาลว่าต้องยอมรับเสียงชุมชน มีนโยบายที่สะท้อนความต้องการของประชาชน
ในกระบวนการสันติภาพเป็นระยะเวลาของการเปลี่ยนผ่าน ธนาคารโลกให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ ข้อมูล ความรู้ที่ต้องใช้ในการไปเจรจากันเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เมื่อมีความไว้ในใจกันก็สามารถสนับสนับสนุนได้ในเรื่องความยุติธรรมในระบบเปลี่ยนผ่าน แก้ไขปัญหาความคับแค้นใจ ฟื้นฟู สร้างรายได้ อาชีพ ให้มั่นใจว่าคนที่เปราะบางไม่กลับไปสู่ความขัดแย้งอีก”
ด้านข้อเสนอแนะที่ภาคประชาสังคมมีต่อธนาคารโลกในหลายประเด็น อาทิ ควรสนับสนุนงานวิชาการ ความรู้ ที่ต้องมองไปข้างหน้า, มีเวทีต่างๆ และข้อเสนอมากขึ้น หนุนเสริมกิจกรรมโครงการของภาคประชาสังคมในพื้นที่ให้ทำงานทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่มากขึ้น ขยายทำงานกับภาครัฐมากขึ้นเพราะอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ภาครัฐโดยเฉพาะกับทหารที่มีหัวก้าวหน้า  เน้นทักษะความรู้ในงานสื่อสารสาธารณะ  เปิดโอกาสและปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มด้อยโอกาส คนเห็นต่าง เยาวชน ผู้หญิง ผู้นำศาสนาที่มีอิทธิพลทางความคิดกับคนในพื้นที่มากขึ้นให้ภาคประชาสังคมเข้มแข็งต่อการสร้างสันติภาพ ต้องให้มีความรู้หรือให้รับรู้ถึงเจตจำนงที่มีเหตุและผล ความรู้ควรคู่กับพื้นที่ทางการเมืองของชุมชนที่ต้องเปิดรับ  งานความรู้ต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและเปิดพื้นที่สนับสนุนเรื่องการเยียวยาด้วยงานปกป้องสิทธิมนุษยชน การเรียกร้องความเป็นธรรม การสื่อสารสาธารณะ ในระดับชุมชนเป็นตัวช่วยให้ชุมชนที่ถูกละเมิดสิทธิ์สามารถป้องกันความรู้สึกที่ได้รับความเป็นธรรมเพื่อรักษาพื้นที่ทางการเมืองเดิมได้ เป็นต้น


CSO ชายแดนใต้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับตัวแทนธนาคารโลก


CSO ชายแดนใต้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับตัวแทนธนาคารโลก

เลขา เกลี้ยงเกลา

          ภาคประชาสังคมชายแดนใต้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับตัวแทนธนาคารโลกจากประเทศไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและสหรัฐอเมริกา เน้นกระบวนการสันติภาพต้องเดินหน้า พร้อมเปิดพื้นที่กลางแก่ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตัวแทนธนาคารโลกกับภาคประชาสังคมในพื้นที่ชายแดนใต้ ณ ห้องเพรสซิเดนท์ โรงแรมปาร์ควิว จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา มีตัวแทนภาคประชาสังคมจากสภาประชาสังคมชายแดนใต้ เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ กลุ่มชาวพุทธเพื่อสันติภาพ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ วิทยาลัยประชาชน สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา(LEMPAR)และตัวแทนจากโครงการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นเพื่อฟื้นฟูจังหวัดชายแดนภาคใต้(ช.ช.ต.)สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา(LDI) ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างออกรส
นางโซรยา จามจุรี จากเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้กล่าวถึงประเด็นสำคัญที่ผู้หญิงชายแดนใต้ตั้งวงคุยว่า ต้องมี 4 อ. คือ อาหาร อาชีพ อนามัยที่ดี และอัตลักษณ์

“ส่วน อ. ที่ต้องไม่มีเลยคือ อยุติธรรมซึ่งไม่ใช่จากกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น แต่ต้องได้รับในการใช้ชีวิตแต่ละวันของทุกคน เช่น เรื่องการคลุมฮิญาบที่สามารถคลุมแล้วไปเรียนที่ไหนก็ได้ ไม่ถูกกีดกัน แต่ความจริงคือเด็กเรียนดีที่คลุมฮิญาบไปเรียนในโรงเรียนบางแห่งที่อ.หาดใหญ่ซึ่งเป็นโรงเรียนชั้นนำของภาคใต้ไม่ได้ ทั้งที่ระเบียบถูกแก้ไปแล้ว หรือสิทธิที่ละหมาดได้ 5 เวลา แต่สร้างมัสยิดที่จ.น่านไม่ได้ และพี่น้องชาวพุทธต้องมีสิทธิเสรีภาพที่ได้ทำและได้รับการคุ้มครองเช่นกันส่วนอ. อำนาจมองใน 2 ระดับคือ การปกครอง ต้องมีการแชร์อำนาจส่วนกลางกับอำนาจท้องถิ่น กระจายมาในพื้นที่มากขึ้น”






              “ผู้หญิงยังเป็นเสียงเงียบที่อยู่ในอำนาจของคนที่ด้อยอำนาจ ต้องเสริมอำนาจนี้ เพราะผู้หญิงในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ระวังตัวในการใช้สื่อสาธารณะ รู้สึกไม่มีสิทธิ์ในการสื่อถึงความต้องการอย่างเต็มที่เทียบกับช่วงเวลาปกติ”


ด้านนายมันโซร์ สาและรองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ บอกว่า ทศวรรษที่ผ่านมายังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความสับสนที่สองตัวละครหลักคือฝ่ายรัฐไทยและขบวนการต่อสู้เพื่อปาตานีกระทำต่อกัน คนปาตานีไม่ได้วางเป้าหมายเอกราช สิบปีที่ผ่านมามี 3 ฝ่ายหลักคือ รัฐ ขบวนการและภาคประชาสังคม ภาคประชาสังคมจะทำอย่างไรให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
“สันติภาพเป็นเรื่องที่ต้องเอาจริงเอาจัง มีความหลากหลายในการตีความ เป็นการบ้านสำคัญที่ต้องค้นหาว่าสันติภาพที่ภาคประชาสังคมต้องการคืออะไร ประชาชนต้องมีอำนาจมาจากฐานราก ต้องมีภูมิคุ้มกัน เมื่อดูสังคมที่ถูกปลดปล่อยเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนผ่านอำนาจ จากชาติพันธุ์หนึ่งไปสู่อีกชาติพันธุ์หนึ่ง การพัฒนาตนเองของคนในพื้นที่ การเกิดองค์กรต่างๆ ในแต่ละช่วงอาจมาจากสถานการณ์ แต่ว่าจะอยู่รอดหรือไม่ เราจะขับเคลื่อนไปอย่างไรในขณะที่มีชีวิตอยู่”


 นายตูแวตานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา(LEMPAR) บอกว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นพลวัตของความขัดแย้งที่มีตั้งแต่ปีค.ศ.1786 มาถึงปี 2547 ที่เป็นจุดเปลี่ยนแรกของสมัยใหม่ ยังไม่มีการเคลื่อนไหวเป็นรูปธรรมและไม่เป็นที่ยอมรับว่าเป็นปฏิบัติการมวลชนของประชาชน
“จนปี 2550 มีตัวแสดงใหม่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยมาเรียกร้องความเป็นธรรมที่มัสยิดกลางปัตตานี มีชาวบ้านมาร่วมเกือบหมื่นคนด้วยการปิดหน้า มีนักศึกษา 7 คนที่เปิดหน้า ทำให้มีพื้นที่ทางการเมืองอย่างเป็นทางการ ในการเป็นกระบอกเสียงที่เอาข้อมูลข้อเท็จจริงอีกด้านมานำเสนอต่อสาธารณะซึ่งสื่อหลักไม่เปิดพื้นที่ให้
ที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่าประชาชนมีการปรับทัศนคติตัวเองต่อปัญหารากเหง้า เน้นเครือข่ายหลากหลาย พัฒนาการสื่อสารสาธารณะที่อิงความรู้มากขึ้น มีวาทกรรมกำหนดชะตากรรมตนเอง วาทกรรมเอกราชที่รณรงค์ให้เห็นว่าประชาชนต้องการ ผ่านการสื่อสารเป็นสัญลักษณ์ด้วยป้ายผ้า การพ่นสี มีสัญญาณการเชื่อมร้อยมวลชน ประชาชน นักวิชาการคือ การปรากฏตัวของฮัซซันตอยยิบ มีการตอบรับที่กัวลาลัมเปอร์ ทำให้มีพื้นที่ทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ ยืนยันว่า สันติภาพที่แท้จริงและยั่งยืนต้องยึดโยงกับเจตนารมณ์ของประชาชนเป็นหลัก แต่ขณะนี้ประชาชนยังอยู่ในการสู้รบ การใช้กฎหมายพิเศษ การต่อสู้จึงจะยังคงยืดเยื้ออีกหลายสิบปี”   (มีต่อ...)







วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558

กลุ่มบุหงารายาลงนามสัญญากับ PERKASA






กลุ่มบุหงารายาลงนามสัญญากับ PERKASA
นำหลักสูตร KSPI ใช้ในทุกตาดีกาชายแดนใต้
เลขา เกลี้ยงเกลา

จุดประสงค์ของโครงการนี้คือ ยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนตาดีกา ทั้งครูผู้สอนนักเรียนและหลักสูตร เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้หลักสูตรที่หลากหลายแตกต่างกัน ทำให้การเรียนการสอนไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ส่งผลต่อคุณภาพของนักเรียนด้วย โดยจะก่อตั้งสำนักวิชาชีพครูและสำนักพัฒนาหลักสูตร เพื่อเป็นศูนย์วิจัยและประเมินผลด้วย และได้นำร่างของหลักสูตรเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการด้วยเพื่อให้ประกาศใช้เป็นเพียงหลักสูตรเดียวเท่านั้น
            กลุ่มบุหงารายานำหลักสูตร KSPI นำร่อง TADIKA BESTARI ใน 10 โรงเรียนชายแดนใต้ ได้ผลดีเกินคาด พร้อมขยายหลักสูตรใช้ทุกตาดีกาเป็นมาตรฐานเดียว ลงนามสัญญากับมูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกา 5 จังหวัดชายแดนใต้  ครูตาดีกาต่างขานรับเพื่อยกระดับทั้งผู้สอนและนักเรียน
          โครงการตาดีกาเบสตารี (TADIKA BESTARI) คือโครงการพัฒนาหลักสูตรมาตรฐานอิสลามศึกษาระดับอิบตีดาอียะฮฺ(ขั้นพื้นฐาน) ในโรงเรียนตาดีกาซึ่งเป็นสถานศึกษาศาสนาอิสลามขั้นพื้นฐาน ซึ่งทางกลุ่มบุหงารายาได้นำหลักสูตร KSPI (Kurikulum Standard Pendidikkan Islam) มาใช้และได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 บูรณาการการเรียนการสอนจากหลักสูตรตาดีกาเดิม โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากธนาคารโลก (World Bank) ผ่านทางสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ในโครงการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นเพื่อฟื้นฟูชายแดนภาคใต้ ระยะขยาย(ช.ช.ต.)
          นายฮาซัน ยามาดีบุ ประธานกลุ่มบุหงารายา กล่าวว่า ทางกลุ่มได้จัดกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้เชิงความคิด ณ บ้านแหร อ.ธารโต จ.ยะลา เพื่อให้เด็กตาดีกาคิดเป็นทำงานเป็น โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากโรงเรียนตาดีกาในพื้นที่และเป็นกิจกรรมต่อเนื่องที่ใช้ระยะเวลา 1 ปี ผลที่ออกมาค่อนข้างดีมาก จากนั้นทางบุหงารายาได้รายงานผลการจัดกิจกรรมดังกล่าวไปเสนอทาง มูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้(PERKASA) เนื่องจากเป็นองค์กรที่ดูแลเรื่องตาดีกาโดยตรง ซึ่งทางPERKASA ได้ตอบรับ จากนั้นได้ร่วมกันไปศึกษาดูงานที่ประเทศมาเลเซียและได้เรียนรู้เพิ่มเติมจนมีการพัฒนาเป็นหลักสูตรใหม่ที่มีชื่อว่า KSPI ที่จะใช้ในการเรียนการสอนในโรงเรียนตาดีกาต่อไป
 “ในการคัดเลือกโรงเรียนตาดีกานำร่องนั้น ทางPERKASA เป็นผู้คัดเลือกโดยกำหนดเงื่อนไขว่า ทางโรงเรียนต้องมีความพร้อมทางด้านบุคคลากร อุปกรณ์การเรียนการสอนและอาคารเรียน ซึ่งที่ผ่านมาทราบว่า มีหลายโรงเรียนที่ต้องการเข้าร่วมโครงการนี้ แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัดทำให้สามารถเลือกได้เพียง 10 โรงเรียนเท่านั้น ตาดีกาทั้ง 10 แห่งต้องได้รับการอบรมเดือนละครั้งเป็นเวลา 1 ปี ที่สำนักงานของ PERKASA ที่ ต.ตะลุโบะ อ.เมือง จ.ปัตตานี และได้ไปศึกษาดูงานที่จ.อาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซียด้วย โดยรอบแรกจะเน้นไปที่มาตรฐานวิชาชีพครูผู้สอนก่อน จากนั้นจะเน้นไปที่ตัวหลักสูตร โดยจะมีการติดตามผลเป็นระยะ”
10 โรงเรียนนำร่องที่ใช้หลักสูตร KSPI คือ 1.โรงเรียนตาดีกานูรุลอิสลาม  ตะโละแมะนา อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี 2.โรงเรียนตาดีกาซียาดาตุลอีมาน  รุมปุตปาหิต อ.ยะรัง จ.ปัตตานี3.โรงเรียนตาดีกาดารุสสาลาม  บาซาเลาะเซ็ง  ต. ยะรัง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี 4.โรงเรียนตาดีกาดารุลอามาน  ตลาดปะนาเระ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี 5.โรงเรียนตาดีกาดารุลอามาน  บาโง อ.มายอ จ.ปัตตานี 6.โรงเรียนตาดีกา  พงยามู อ.บันนังสตา จ.ยะลา 7.โรงเรียนตาดีกาตัรบียาตุลบีนาต  ดามาบูเวาะ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส 8.โรงเรียนตาดีกาดารุสสาลาม  ฮูแตยือลอ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส 9.โรงเรียนตาดีกาดารุลอีสาน   ปูโปร์  อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และ 10.โรงเรียนตาดีกามิสบาฮุดดีน  บ้านควน อ.เมือง จ.สตูล

ฮาซันบอกว่า การจัดการเรียนการสอนด้วยหลักสูตรนี้มุ่งหวังใน 8 ประการคือ รักการละหมาด รักการอ่านอัลกุรอ่าน มีมารยาทที่ดี มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัย มีความรับผิดชอบ รักความสะอาดและมีจิตสาธารณะ
“กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เพื่อเป็นเป้าหมายการพัฒนาให้ผู้เรียนบรรลุตามมาตรฐานทั้ง 6 ชั้นปี จำนวน 9 สาระการเรียนรู้ ดังนี้ อัลกุรอ่าน อัล-หะดีษ อัล-อากีดะฮฺ(หลักศรัทธา) อัล-ฟิกฮฺ(ศาสนบัญญัติ) อัต-ตารีค(ศาสนประวัติ) อัล-อัคลาก(จริยธรรม) ภาษาอาหรับ ภาษามลายู อักษรยาวี และภาษามลายู อักษรรูมี และสาระการเรียนรู้เพิ่มเติมคือ ภาษาอังกฤษ และภาษามลายูเพื่อการสื่อสารหรือภาษาอาหรับเพื่อการสื่อสาร
เห็นได้ชัดว่านักเรียนมีพัฒนาการดีขึ้นกว่าเดิมเทียบกับโรงเรียนประถมศึกษาที่เรียนคู่กัน จากการเรียนกับภาษาแม่คือภาษามลายู มีความสุขมากขึ้นทั้งครูและนักเรียน สำคัญคือตัวครูผู้สอนที่ต้องผ่านการอบรมภาษามลายูสำหรับการสอนด้วย เพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ตั้งใจและเชื่อมั่นว่าหลักสูตรนี้จะถูกนำมาใช้กระจายทั่วทุกตาดีกาในชายแดนใต้ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของโครงการ”
นายอุสมาน ลาเตะ ครูตาดีกาดารุสลาม บาซาเลาะเซ็ง  อ.ยะรัง จ.ปัตตานี หนึ่งในตาดีกานำร่องของโครงการนี้บอกว่า การนำหลักสูตรนี้ใช้ทำให้เด็กกล้าคิด กล้าแสดงออกในทางที่ดีมากขึ้น
          “ก่อนหน้านี้ครูจะเป็นคนป้อนทุกอย่างให้ เด็กก็กลัวว่าจะทำผิด เมื่อใช้หลักสูตรนี้ทำให้เห็นได้ชัดว่าเด็กมีความกระตือรือร้นที่จะเรียน กล้าคิดและกล้าแสดงออกในทางที่เหมาะสมมากขึ้นเพราะมีการเปิดโอกาสให้พวกเขามากกว่าในอดีต อยากให้ตาดีกาอื่นมาเรียนรู้และนำไปปรับใช้ เพื่อเด็กจะได้มีส่วนช่วยในการพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นกว่านี้”
          ตัวแทนจากสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดนราธิวาส อ.ระแงะ บอกถึงศักยภาพและประสิทธิภาพของครูตาดีกาและนักเรียนตาดีกาชายแดนใต้ว่า มีมาก หากได้รับการส่งเสริมอย่างเหมาะสมจะทำให้มีมาตรฐานและได้รับการยอมรับ
          “อย่างครูตาดีกาใน อ.ระแงะมี 604 คน เวลาไปอบรมมีโควตาแค่ 4 คน แล้วจะพัฒนาครูได้อย่างไร มีความรู้แต่ไม่มีโอกาส ทั้งที่ครูตาดีกาบางคนมีศักยภาพและประสิทธิภาพมากกว่าครูโรงเรียนประถม ประเด็นสำคัญคือจะพัฒนาเด็กได้อย่างไร การสอบไอเน็ตไม่ใช่เป้าหมายของเรา เป้าหมายคือเด็กมีอิหม่าน(ความศรัทธา)ในหัวใจ อ่านอัลกุรอ่าน พูดภาษาบาฮาซาร์ เราขอใช้ข้อสอบชุดที่เป็นภาษายาวีล้วนเพื่อดูว่าเด็กอ่านออกเขียนได้แค่ไหนจริงๆ เป็นพรีไอเน็ตตาดีกา ยินดีมากหากทาง PERKASA จะร่วมผลักดันใช้หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรเดียวเพื่อพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันทั้งจิตวิญญาณและความเข้าใจ”

           เป้าหมายในอนาคตของบุหงารายาคือ ให้โรงเรียนตาดีกาใน 5 จังหวัดคือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลาและสตูล ได้มีหลักสูตรการเรียนการสอนเดียวกันทั้งหมด และจะให้สวมชุดนักเรียนในแบบเดียวกันทั้งหมดภายใน 5 ปี ตามที่ PERKASA คาดหวังไว้


วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558

ตัวแทนธนาคารโลกบริจาคเงินร่วมสร้างกุโบร์

เมื่อวันที่ มีนาคม 2558 นางภมรรัตน์ ตันสงวนวงษ์ เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการพัฒนาสังคม ธนาคารโลก ผู้สนับสนุนโครงการสนับสนุนชุมชนเพื่อฟื้นฟูท้องถิ่นชายแดนภาคใต้ ระยะขยาย(ช.ช.ต.) พร้อมคณะจากธนาคารโลกและโครงการช.ช.ต.ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนโครงการสหกรณ์อิสลามอันนาอีมจำกัด ร่วมใจสันติสุข  บ้านควนนางา-บาตูฆอ และโครงการร้านค้าลอยฟ้าชุมชนบ้านบารู(สลาแด)  บ้านสลาแด ต.ห้วยกระทิง อ.กรงปินัง จ.ยะลา พร้อมร่วมบริจาคเงินในงานมัสยิดเมาะเย๊าะ เพื่อนำไปจัดซื้อที่ดินในการสร้างกุโบร์ โดยมีนายอำราน เห็นสุเด็น  นายกอบต.ห้วยกระทิง เป็นตัวแทนรับมอบ