Night Diamond - Link Select 2

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558

CSO ชายแดนใต้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับตัวแทนธนาคารโลก


CSO ชายแดนใต้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับตัวแทนธนาคารโลก

เลขา เกลี้ยงเกลา

          ภาคประชาสังคมชายแดนใต้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับตัวแทนธนาคารโลกจากประเทศไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและสหรัฐอเมริกา เน้นกระบวนการสันติภาพต้องเดินหน้า พร้อมเปิดพื้นที่กลางแก่ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตัวแทนธนาคารโลกกับภาคประชาสังคมในพื้นที่ชายแดนใต้ ณ ห้องเพรสซิเดนท์ โรงแรมปาร์ควิว จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา มีตัวแทนภาคประชาสังคมจากสภาประชาสังคมชายแดนใต้ เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ กลุ่มชาวพุทธเพื่อสันติภาพ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ วิทยาลัยประชาชน สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา(LEMPAR)และตัวแทนจากโครงการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นเพื่อฟื้นฟูจังหวัดชายแดนภาคใต้(ช.ช.ต.)สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา(LDI) ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างออกรส
นางโซรยา จามจุรี จากเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้กล่าวถึงประเด็นสำคัญที่ผู้หญิงชายแดนใต้ตั้งวงคุยว่า ต้องมี 4 อ. คือ อาหาร อาชีพ อนามัยที่ดี และอัตลักษณ์

“ส่วน อ. ที่ต้องไม่มีเลยคือ อยุติธรรมซึ่งไม่ใช่จากกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น แต่ต้องได้รับในการใช้ชีวิตแต่ละวันของทุกคน เช่น เรื่องการคลุมฮิญาบที่สามารถคลุมแล้วไปเรียนที่ไหนก็ได้ ไม่ถูกกีดกัน แต่ความจริงคือเด็กเรียนดีที่คลุมฮิญาบไปเรียนในโรงเรียนบางแห่งที่อ.หาดใหญ่ซึ่งเป็นโรงเรียนชั้นนำของภาคใต้ไม่ได้ ทั้งที่ระเบียบถูกแก้ไปแล้ว หรือสิทธิที่ละหมาดได้ 5 เวลา แต่สร้างมัสยิดที่จ.น่านไม่ได้ และพี่น้องชาวพุทธต้องมีสิทธิเสรีภาพที่ได้ทำและได้รับการคุ้มครองเช่นกันส่วนอ. อำนาจมองใน 2 ระดับคือ การปกครอง ต้องมีการแชร์อำนาจส่วนกลางกับอำนาจท้องถิ่น กระจายมาในพื้นที่มากขึ้น”






              “ผู้หญิงยังเป็นเสียงเงียบที่อยู่ในอำนาจของคนที่ด้อยอำนาจ ต้องเสริมอำนาจนี้ เพราะผู้หญิงในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ระวังตัวในการใช้สื่อสาธารณะ รู้สึกไม่มีสิทธิ์ในการสื่อถึงความต้องการอย่างเต็มที่เทียบกับช่วงเวลาปกติ”


ด้านนายมันโซร์ สาและรองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ บอกว่า ทศวรรษที่ผ่านมายังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความสับสนที่สองตัวละครหลักคือฝ่ายรัฐไทยและขบวนการต่อสู้เพื่อปาตานีกระทำต่อกัน คนปาตานีไม่ได้วางเป้าหมายเอกราช สิบปีที่ผ่านมามี 3 ฝ่ายหลักคือ รัฐ ขบวนการและภาคประชาสังคม ภาคประชาสังคมจะทำอย่างไรให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
“สันติภาพเป็นเรื่องที่ต้องเอาจริงเอาจัง มีความหลากหลายในการตีความ เป็นการบ้านสำคัญที่ต้องค้นหาว่าสันติภาพที่ภาคประชาสังคมต้องการคืออะไร ประชาชนต้องมีอำนาจมาจากฐานราก ต้องมีภูมิคุ้มกัน เมื่อดูสังคมที่ถูกปลดปล่อยเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนผ่านอำนาจ จากชาติพันธุ์หนึ่งไปสู่อีกชาติพันธุ์หนึ่ง การพัฒนาตนเองของคนในพื้นที่ การเกิดองค์กรต่างๆ ในแต่ละช่วงอาจมาจากสถานการณ์ แต่ว่าจะอยู่รอดหรือไม่ เราจะขับเคลื่อนไปอย่างไรในขณะที่มีชีวิตอยู่”


 นายตูแวตานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา(LEMPAR) บอกว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นพลวัตของความขัดแย้งที่มีตั้งแต่ปีค.ศ.1786 มาถึงปี 2547 ที่เป็นจุดเปลี่ยนแรกของสมัยใหม่ ยังไม่มีการเคลื่อนไหวเป็นรูปธรรมและไม่เป็นที่ยอมรับว่าเป็นปฏิบัติการมวลชนของประชาชน
“จนปี 2550 มีตัวแสดงใหม่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยมาเรียกร้องความเป็นธรรมที่มัสยิดกลางปัตตานี มีชาวบ้านมาร่วมเกือบหมื่นคนด้วยการปิดหน้า มีนักศึกษา 7 คนที่เปิดหน้า ทำให้มีพื้นที่ทางการเมืองอย่างเป็นทางการ ในการเป็นกระบอกเสียงที่เอาข้อมูลข้อเท็จจริงอีกด้านมานำเสนอต่อสาธารณะซึ่งสื่อหลักไม่เปิดพื้นที่ให้
ที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่าประชาชนมีการปรับทัศนคติตัวเองต่อปัญหารากเหง้า เน้นเครือข่ายหลากหลาย พัฒนาการสื่อสารสาธารณะที่อิงความรู้มากขึ้น มีวาทกรรมกำหนดชะตากรรมตนเอง วาทกรรมเอกราชที่รณรงค์ให้เห็นว่าประชาชนต้องการ ผ่านการสื่อสารเป็นสัญลักษณ์ด้วยป้ายผ้า การพ่นสี มีสัญญาณการเชื่อมร้อยมวลชน ประชาชน นักวิชาการคือ การปรากฏตัวของฮัซซันตอยยิบ มีการตอบรับที่กัวลาลัมเปอร์ ทำให้มีพื้นที่ทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ ยืนยันว่า สันติภาพที่แท้จริงและยั่งยืนต้องยึดโยงกับเจตนารมณ์ของประชาชนเป็นหลัก แต่ขณะนี้ประชาชนยังอยู่ในการสู้รบ การใช้กฎหมายพิเศษ การต่อสู้จึงจะยังคงยืดเยื้ออีกหลายสิบปี”   (มีต่อ...)







ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น